Skip to content
Artwork for หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม
Religion & SpiritualityBuddhismEducation

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

dhamma.com

ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.

Play
  • 37 episodes
  • daily
  • Avg 49 min
  • Thai
Counted on this page — what you have heard stays on this device, so it is not something the list can be paged by.
  • Yesterday · 47 min

    อดทนฝึกแล้วฝึกอีก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ก.ย. 2569

    "ต้องอดทน ฝึกแล้วฝึกอีก อดทนไว้ ถึงจะไปรอด แล้วก็ให้เราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ แล้วคอยรู้ทันจิตใจตัวเอง ฝึกเรื่อยๆ พอจิตตั้งมั่นแล้ว เดินปัญญาเรื่องเล็กนิดเดียวเลย จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้ร่างกาย เห็นเลยรูปไม่ใช่เรา ระลึกรู้สุขทุกข์ ความจำได้หมายรู้ ความปรุงดีปรุงชั่วก็เห็นไม่ใช่เรา รู้เรื่อยๆ ต่อไปก็เห็นจิตก็ไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี ถ้าตัวเราไม่มี เรียกเราได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ได้โสดาบันแล้ว ต่อไปก็ฝึกอย่างเดิม ฝึกเรื่อยๆ ปัญญาแก่กล้ามากขึ้นๆ มันจะรู้เลย ร่างกายคือตัวทุกข์ เราเห็นว่าไม่ใช่ตัวเราแต่คือตัวทุกข์ จิตก็คือตัวทุกข์ พอเรารู้ว่ากายนี้คือตัวทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์ ขันธ์ 5 คือตัวทุกข์ จิตจะหมดความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือในขันธ์ 5 จิตก็บริสุทธิ์หลุดพ้น เข้าถึงฝั่งของการปฏิบัติ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 กันยายน 2569

  • Yesterday · 29 min

    ปฏิบัติถูกต้องจะพ้นทุกข์ด้วยตัวเอง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 ก.ย. 2569

    "อย่าคิดนำ รู้สึกกายไป ดูสิร่างกายนี้สุขหรือทุกข์ เที่ยงหรือไม่เที่ยง บังคับได้หรือไม่ได้ ดูของจริง ไม่คิดเอา ดูจากของจริง จิตใจเราเที่ยงหรือไม่เที่ยง จิตใจเราถูกความทุกข์บีบคั้นไหม มีภาระไหมทุกครั้งที่เสวยอารมณ์เสพอารมณ์ จิตใจเราเป็นของบังคับได้ไหม ดูจากของจริง ไม่ต้องคิดเอา ไม่ต้องไปคิดเอาว่าร่างกายนี้จิตใจนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษ อย่าไปยึดถือ คิดอย่างนี้ปล่อยวางไม่ได้ ต้องเห็นความจริงถึงจะปล่อยวางได้ เวลาเรียนธรรมะ อย่าไปคิดเยอะ ไม่ต้องถามเยอะ รู้สึกเอา รู้สึกกายเยอะๆ รู้สึกจิตใจเยอะๆ ถ้ารู้สึกได้เยอะๆ ต่อไปเราก็เห็นความจริงของกายของใจ แล้วเราจะเข้าใจธรรมะ ใจเราพ้นทุกข์ได้ คนจีนจะชอบถาม อยากได้ความรู้ก็ถาม ถามครูบาอาจารย์ พอได้คำตอบก็เอาไปคิดต่อ พอคิดอีกก็สงสัยอีกเรื่องหนึ่งแล้วก็มาถามอีก มันเป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น แต่ถ้ามีสติแล้วอ่านกายอ่านใจของตัวเองซื่อๆ อ่านไปเรื่อยๆ มันมีจุดจบ เมื่อจิตรู้ความจริงแล้วไม่ต้องถามใคร ไม่ต้องถามใครเลย มันเห็นความจริงด้วยตัวเอง วิญญูชนรู้ด้วยตนเอง คนที่มีสติปัญญาแล้วลงมือปฏิบัติถูกต้อง จะได้คำตอบด้วยตัวเองและพ้นทุกข์ด้วยตัวเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 21 กันยายน 2569

  • October 7 · 53 min

    ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 ก.ย. 2569

    "การปฏิบัติจริงๆ ถ้าจับหลักได้ไม่มีอะไรมาก หลักมันไม่ถูก ถ้าสำนวนเขาบอก ติดกระดุมเม็ดแรกไม่ถูก มันก็คลาดเคลื่อนไปหมด จุดตั้งต้นที่เราต้องฝึกคือสติ ทีนี้ส่วนใหญ่คนเข้าวัด พวกหนึ่งทำสมาธิไม่ได้สนใจเรื่องสติ บางที่ก็มุ่งไปที่วิปัสสนาเลยทั้งๆ ที่ยังไม่มีสติ นี่ปัญหาของการปฏิบัติ ถ้าเริ่มต้นผิดปลายทางมันก็ไปไม่ค่อยจะถูกหรอก เว้นแต่มีบุญบารมีเก่ามากจริงๆ ค่อยๆ ไปปรับไปแก้ก็ถูกขึ้นมาได้ กลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก หัดรู้สภาวะให้ได้ รู้รูปธรรมหรือนามธรรมก็ได้ที่เราถนัด รู้ ไม่ใช่ลืม ไม่ใช่นั่งเพ่ง ตัวนี้ล่ะ ถ้าผิดตัวนี้ผิดทั้งสายเลย ถ้าถูกตัวนี้โอกาสที่จะถูกตลอดสายเกิดขึ้นได้ คำว่ารู้ พูดง่ายเข้าใจยาก สิ่งที่ไม่รู้ตรงข้ามกับรู้ อันแรกหลงลืม อันที่สองเพ่งจ้อง หลวงพ่อจะสอนให้รู้จักสภาวะ 2 อัน สภาวะหลงกับสภาวะเพ่งจ้อง เผลอกับเพ่ง เพื่ออะไร เพื่อเราจะได้รู้จักคำว่ารู้ เมื่อรู้ได้แล้วถ้าพอสติระลึกรู้กายอย่างถูกต้อง สัมมาสมาธิจะเกิด สติระลึกรู้นามธรรมอย่างถูกต้อง สัมมาสมาธิก็เกิด สัมมาสมาธิเมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ก็ทำให้สัมมาญาณะเจริญขึ้น คือการเจริญวิปัสสนาจะก้าวหน้า" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 กันยายน 2569

  • October 6 · 58 min

    เรียนรู้ทุกข์จนพ้นทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 ก.ย. 2569

    "เราภาวนาเพื่อให้เห็นทุกข์ เพื่อให้เห็นความจริง สัจจะความจริงของร่างกายจิตใจเรา เรียนรู้ลงไปทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ในความเป็นจริงแล้วคือก้อนทุกข์ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ตัวมันนั่นล่ะเป็นตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้เราจะละสมุทัยได้เด็ดขาด ไม่มีความอยากเกิดขึ้น เมื่อไม่มีความอยากเกิดขึ้นก็ไม่มีความจงใจ ไม่มีการกระทำกรรม ตัวเจตนานั่นล่ะตัวกรรม ตัวกรรมนั่นล่ะตัวภพ ใจมันจะดิ้น ตัวภพ หมดความไม่รู้ หมดอวิชชา ก็หมดตัณหา หมดภพ หมดทุกข์ ใจจะคลายออกสลัดออกในชั่วขณะจิตเดียว ภาวนาแทบเป็นแทบตาย ในขณะที่อริยมรรคเกิดเกิดชั่วขณะจิตเท่านั้นล่ะ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 13 กันยายน 2569

  • October 5 · 1 hr

    สิ่งที่เหนือดวงคือกรรม : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ก.ย. 2569

    "สิ่งที่เหนือดวงมีอยู่คือกรรม ดวงวิเศษแค่ไหน สิ่งที่เหนือมันก็คือกรรม ทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป อย่างไรก็ต้องได้รับผล การให้ผลของกรรม มันก็มีให้ในปัจจุบัน ให้ในชาติถัดไป ในชาติต่อๆ ไป กรรมบางอย่างก็เลิกให้ผลแล้ว อย่างอโหสิกรรม กิเลสไม่เข้าใครออกใครหรอก การจะเอาชนะกิเลสไม่ใช่เรื่องง่าย ยาก ยากมาก ไม่ใช่ยากธรรมดา เวลาที่กำลังของสติสมาธิเรายังอ่อน เราต้องอาศัยความศรัทธาเชื่อมั่น ว่าพระพุทธเจ้าคงไม่สอนสิ่งเลวร้ายให้เราหรอก แล้วเราก็ตั้งใจทำตามที่ท่านสอนไป โดยเฉพาะเรื่องศีล ตั้งใจรักษาไว้ให้ดี ไปด่าเขาเพื่อความสะใจก็เสียศีลแล้ว ฉะนั้นเราตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อก็พอแล้ว สำหรับฆราวาส สำหรับพระก็ต้องเยอะกว่านั้น ศีลเป็นเครื่องมือข่มใจไม่ให้ยอมแพ้กิเลส สมาธิเป็นเครื่องข่มกิเลส ไม่ให้มีอำนาจเหนือใจ ปัญญาเป็นเครื่องทำลายล้างกิเลส ฉะนั้นในขณะที่เรายังไม่มีสมาธิที่จะข่มกิเลส ยังไม่มีปัญญาที่จะทำลายกิเลส เราต้องรักษาศีลไว้ก่อน เวลาใจเราอยากทำชั่ว เรามีโอกาสทำชั่ว เราต้องข่มใจไม่ทำ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 กันยายน 2569

  • October 4 · 44 min

    รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 ก.ย. 2569

    "การปฏิบัติ เบื้องต้นฝึกให้มีสติ เมื่อเรามีสติที่ถูกต้อง สัมมาสมาธิเกิด การเจริญปัญญาเกิด เบื้องปลายของการทำสติปัฏฐาน ก็คือเราจะเกิดปัญญา จะรู้แจ้งเห็นจริง ว่ารูปธรรมนามธรรมทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เมื่อเราสามารถเห็นความจริง ถึงระดับที่รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ ทีแรกจะเห็นแต่ของหยาบ เห็นร่างกายเป็นไตรลักษณ์ เห็นละเอียดขึ้น ก็เห็นเวทนาเป็นไตรลักษณ์ เห็นสังขารเป็นไตรลักษณ์ สุดท้ายมันเห็นจิตก็เป็นไตรลักษณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 กันยายน 2569

  • September 17 · 23 min

    ใจยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 ส.ค. 2569

    "อยู่กับโลกต้องอดทน แล้วปัญหาทุกอย่างกระทั่งความสุขก็เป็นของชั่วคราว ถ้าใจเรายอมรับได้ เราไม่ทุกข์หรอก ที่เราทุกข์เพราะเรายอมรับไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ อย่างเรายอมรับไม่ได้ว่า เราจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักอะไรอย่างนี้ ยอมรับไม่ได้ใจเราก็ทุกข์ ยอมรับได้เราก็ไม่ทุกข์ รู้สึกมันธรรมดา เมื่อไรเวลาทุกอย่างปรากฏแล้วเรารู้สึกนี่ธรรมดา เราจะไม่กลุ้มใจ พอยอมรับว่าเป็นธรรมดาใจจะไม่อยาก หมดความอยาก ถ้ายอมรับธรรมดาไม่ได้ ใจเราก็อยาก ความอยากหรือตัวตัณหาเป็นตัวสมุทัย เป็นตัวนำความทุกข์เข้ามาสู่ใจเรา ถ้าใจไม่อยากก็ไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว มองทุกอย่างธรรมดา ฉะนั้นที่เราเรียนธรรมะ เราจะไม่ได้เป็นคนเหนือธรรมดา แต่เราจะยอมรับความจริงว่าเราเป็นคนธรรมดา เป็นคนธรรมดาที่จะต้องแก่ จะต้องเจ็บ จะต้องตาย จะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก จะต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก จะต้องมีความไม่สมหวัง เป็นเรื่องธรรมดา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 สิงหาคม 2569

  • September 16 · 31 min

    จิตบังคับไม่ได้แต่ฝึกได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 ส.ค. 2569

    "จิตตั้งมั่นไม่ได้เกิดจากการบังคับจิต แต่เกิดจากสติ มีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตที่ไม่ตั้งมั่นจะดับ แล้วเกิดจิตที่ตั้งมั่นขึ้นเอง ไม่มีใครสั่งจิตได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา เราบังคับจิตไม่ได้ แต่จิตเป็นธรรมชาติที่ฝึกได้ บังคับไม่ได้ ไม่เป็นไปตามใจอยาก แต่ฝึกได้ วิธีฝึกก็มีสติรู้ทันมันไปเรื่อยๆ เวลาเรารู้ทันจิตที่ไหลไปมันดับ จิตที่ตั้งมั่นเกิด เราสะสมสมาธิแล้ว สมาธิที่แท้จริงไม่ใช่เกิดจากการกำหนด สมาธิที่แท้จริงหรือตัวสัมมาสมาธิมาจากสัมมาสติ พระพุทธเจ้าบอกสัมมาสติเมื่อทำให้มากเจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ สัมมาสมาธิเมื่อทำให้มากเจริญให้มาก จะทำให้สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญาบริบูรณ์ เมื่อสัมมาญาณะการเจริญปัญญาทำให้มากเจริญให้มาก จะทำให้สัมมาวิมุตติคือเกิดอริยมรรคเกิดอริยผล ฉะนั้นจุดสำคัญที่พวกเราต้องฝึกคือสัมมาสติ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 สิงหาคม 2569

  • September 15 · 24 min

    ฝึกใจให้เป็นพระ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ส.ค. 2569

    "ฝึกใจเราให้เป็นพระ มีสติไว้ คอยลด คอยละกิเลสไป แล้วใจเราก็จะสะอาดมากขึ้นๆ จุดสำคัญ กิเลสตัวสำคัญเลยตัวมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิมีหลากหลาย ตัวสำคัญที่เราจะต้องต่อสู้กับมัน ชื่อสักกายทิฏฐิ สักกายทิฏฐิมันเป็นความเห็นผิด ว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ เป็นความเห็นผิดว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายก็เป็นตัวเรา เป็นของเรา จิตใจที่เป็นตัวรู้อารมณ์ทั้งหลายก็เป็นตัวเรา เมื่อมันเป็นตัวเรา มันเป็นของเรา เราก็มีความรักความหวงแหน มีความยึดมั่นถือมั่น แต่ถ้าเราละสักกายทิฏฐิได้ เราไม่ได้เห็นว่าร่างกายคือตัวเรา เห็นมันเป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ มีเหตุปัจจัยมาประกอบ ก็ทำให้ธาตุนี้มารวมกัน มีสัญญา มีความจำได้หมายรู้เกิดขึ้น มีจิตครอบครองร่างกายนี้อยู่ ถ้าภาวนาให้มาก มีสติระลึกรู้กาย ระลึกรู้ใจตามความเป็นจริงบ่อยๆ ถึงวันหนึ่งเราก็จะเห็น ร่างกายจิตใจไม่ใช่ตัวเรา ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายไม่ใช่ของเรา เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา เห็นอย่างนี้ได้ นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 สิงหาคม 2569

  • September 14 · 37 min

    บุญจากการภาวนา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ส.ค. 2569

    "การที่เราไปปิดทอง ไปฝังลูกนิมิตอะไรนี้ อย่างมากที่สุดเราก็ได้ไปเป็นเทวดา คนทั่วไปเขาบอกเป็นเทวดาก็ดี ก็ดีสิ แต่มันมีดียิ่งกว่านั้นอีก ถ้าเราหัดทำสมาธิได้ จิตเราสงบ แล้วไปเป็นพรหมได้ สูงกว่าเทวดา จิตประณีตกว่า ถ้าเราภาวนาได้ดีจริงๆ เลย เราเข้าถึงมรรคผล แค่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล มรรคผลจะเกิดต่อกันทันที เป็นอกาลิโก ไม่มีช่องว่าง ไม่มีระยะเวลา การที่เรามาทำบุญ ทำอะไรอย่างนี้ มันทำให้เรามีแรงวิ่ง เราอาจจะวิ่งขึ้นสวรรค์ไปได้ หนีนรกไปได้ แต่ก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าเราภาวนาได้เป็นพระโสดาบัน เราจะปิดอบาย เราจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกแล้ว ต่ำที่สุดก็เป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหม เป็นได้เท่านี้ ไม่ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต อสุรกาย เป็นสัตว์นรก ไม่เป็น ในขณะที่ทำความดี ทำบุญทำอะไรอย่างนี้ ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ยังหนีนรกไม่พ้น หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 สิงหาคม 2569

  • September 13 · 1 hr 2 min

    รู้สึกตัวเพื่อเห็นความจริงของกายของใจ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 23 ส.ค. 2569

    "จุดสำคัญหัวใจของการปฏิบัติเริ่มต้นด้วยต้องรู้สึกตัว ฉะนั้นเราทำกรรมฐานเพื่อให้รู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้แล้วเราเห็นจิตมันหลงไป หรือจิตมันถลำลงไปเพ่ง เห็นหลายๆ ที จิตมันจำการที่ถลำลงไปได้ จำการเพ่งได้ ต่อไปพอถลำไปคิดเรื่องอื่นปุ๊บ สติเกิดเองเลย สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่นเพราะเห็นสภาวะบ่อยๆ สติปัฏฐานถึงบอกให้ทำเนืองๆ ไม่ใช่นานๆ ทำที ให้ทำ ง่ายที่สุดก็รู้สึกกายไป เห็นร่างกายมันหายใจไปก็ได้ เห็นร่างกายเคลื่อนไหวก็ได้ เห็นร่างกายยืน เดินนั่งนอนก็ได้ อย่างเราเดินจงกรม ไม่ใช่เดินนับชั่วโมงเฉยๆ อันนั้นงี่เง่า เดินจงกรม เดินรู้สึกตัว ฉะนั้นที่เราปฏิบัติแทบเป็นแทบตาย จุดตั้งต้นนี้เพื่อรู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้ เราถึงจะเรียนรู้ความจริงของตัวเองได้ ถ้าเราไม่รู้สึกตัว เราก็ลืมกายลืมใจก็เรียนรู้อะไรไม่ได้ ฉะนั้นที่เรารู้สึกตัวเพื่อเราจะได้เห็นความจริงของกายของใจ เราเห็นความจริงของกายของใจได้แล้ว เราจะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือแล้ว จิตจะหลุดพ้นของจิตเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 23 สิงหาคม 2569

  • September 10 · 55 min

    เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบัน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 ส.ค. 2569

    "เรามีสติ รู้เนื้อรู้ตัวไว้ เรียนรู้ความจริงของร่างกาย เรียนรู้ความจริงของจิตใจเรื่อยๆ ไป ไม่ต้องไปคิดเยอะหรอก รู้สึกเอา รู้สึกกาย รู้สึกใจไป พอรู้สึกเรื่อยๆ ต่อไปมันเห็นความจริงของกายของใจ จิตก็หมดความอยาก ความอยากทั้งหลาย มันล้วนแต่อยากให้กายให้ใจเป็นสุข อยากให้กายให้ใจไม่ทุกข์ พอเรารู้ความจริงว่ากายคือทุกข์ จะไปอยากให้มันไม่ทุกข์ทำไม จะไปอยากให้มันสุขทำไม มันเป็นเรื่องไร้เดียงสา เพราะเรารู้ความจริงแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว เราจะละความอยาก ละสมุทัยได้ เมื่อเราละความอยากได้แล้ว จิตจะเข้าถึงสันติสุขที่แท้จริง จิตไม่มีความอยาก จิตก็ไม่มีความดิ้นรน จิตเข้าถึงความสงบสุข คำว่านิพพานๆ ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง นิพพานคือสันติ คือความสงบสุข มันสงบแล้วมันมีความสุข มันอิ่ม มันเต็มอยู่ในตัวเอง ฉะนั้นนิพพานไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่เราทำความดีแล้วตายไป เราจะไปอยู่ในโลก ในโลกของพระพุทธเจ้า ไม่ได้มีโลกอย่างนั้นในคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านสอนให้เราละตัณหาเสีย ละตัณหาได้ เราก็เข้าถึงพระนิพพานในปัจจุบันนี้ ไม่ต้องรอให้ตายแล้วไปนิพพาน นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา เพียงแต่ว่าความไม่รู้หรืออวิชชา ผลักดันให้เกิดตัณหาคือความอยาก ความอยากผลักดันให้ดิ้นรน เกิดภพ เกิดชาติ เกิดทุกข์ เราเลยไม่เห็นพระนิพพาน" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 22 สิงหาคม 2569

  • September 9 · 1 hr 3 min

    ทุกข์เพราะยึดว่าขันธ์เป็นตัวเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 ส.ค. 2569

    "พอมันเกิดมาแล้วเราจะไปสั่งว่าอย่าเกิด มันสั่งไม่ได้ พอเกิดมาแล้วมันจะต้องแก่ เราจะสั่งว่าอย่าแก่ เราสั่งไม่ได้ เราสั่งว่าอย่าตาย เราก็สั่งไม่ได้ ในทางจิตใจเราเราจะสั่งว่า จงพบแต่อารมณ์ที่ดีที่ถูกอกถูกใจ เราก็สั่งไม่ได้ จงอย่าพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็สั่งไม่ได้ พอเราสั่งไม่ได้ ฉะนั้นเราจะไปแก้ที่ตัวขันธ์แก้ไม่ได้ ท่านเลยมองต่อไปอีก ที่เราทุกข์เพราะขันธ์นี้ เพราะเรายึดว่ามันคือตัวเรา เวลาเราแก่เราก็รู้สึกว่าเรา ร่างกายมันแก่เราก็รู้สึกว่าเราแก่ ร่างกายมันเจ็บเราก็รู้สึกว่าเราเจ็บ ร่างกายตายเราก็รู้สึกว่าเราตาย เวลาเราต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็คิดว่าเราพลัดพราก เวลาต้องเจอสิ่งที่ไม่รักเราก็บอกเราเจอสิ่งที่ไม่รัก มันมีเราๆๆๆ แทรกอยู่เรื่อยๆ มีความหลงผิดอยู่ เราไปเห็นขันธ์ว่ามันเป็นตัวเราของเรา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย 16 สิงหาคม 2569

  • September 8 · 1 hr 1 min

    ใจเป็นคนรู้ได้ถึงจะทำสติปัฏฐานได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 ส.ค. 2569

    "เราจะเดินจงกรม จะนั่งสมาธิ ทำด้วยความมีสติ ก็จะเห็นร่างกายนั่งอยู่ เห็นร่างกายหายใจอยู่ ใจเราเป็นแค่คนเห็น ร่างกายมันเดินอยู่ ใจเป็นแค่คนเห็น มีสติรู้สึกไป มีจิตตั้งมั่น ถ้าเรามีจิตตั้งมั่นได้ เราจะเห็นขันธ์มันแยก กายเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้ สุขทุกข์เกิดขึ้น ใจเป็นคนรู้ กุศลอกุศลเกิดขึ้น ใจเป็นคนรู้ ใจมันจะแยกออกมาเป็นแค่คนรู้ ถ้าใจเราเป็นคนรู้ได้ เราถึงจะทำสติปัฏฐานได้ ถ้าใจเราเป็นคนคิดนึกปรุงแต่งก็ทำสติปัฏฐานไม่ได้ เป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง ผู้เพ่ง ก็ไม่ใช่ทำสติปัฏฐาน ต้องเป็นผู้รู้ผู้เห็น เห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายหายใจเข้า เห็นร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน เห็นร่างกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง เห็นความสุขความทุกข์ในกาย เห็นความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ ในใจ เห็นกุศลอกุศลในจิตใจ หัดรู้ไปเรื่อย แล้วต่อไปพอภาวนาได้ละเอียด เราจะเห็นจิตเกิดดับทางอายตนะทั้ง 6 จิตเกิดทางตาก็ดับทางตา จิตเกิดทางหูดับที่หู จิตเกิดที่จมูกก็ดับที่จมูก เกิดที่ลิ้นดับที่ลิ้น เกิดที่กายดับที่กาย เกิดที่ใจก็ดับที่ใจ จิตไม่มีที่อยู่แน่นอน จิตเกิดตรงไหน ดับตรงนั้น" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 15 สิงหาคม 2569

  • September 7 · 27 min

    พ่อแม่สำคัญเท่ากับพระอรหันต์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ส.ค. 2569

    "พระพุทธเจ้าท่านยกความสำคัญของพ่อแม่ สำคัญเทียบเท่ากับพระอรหันต์ ฉะนั้นการที่เราดูแลพ่อแม่เราก็คือ การดูแลพระอรหันต์ในบ้านเรา คนถ้าไม่รู้จักสำนึกในบุญคุณ มันก็จะไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน อย่างสัตว์แม่มันเลี้ยงมันแต่เด็กๆ พอมันโตมันก็ไม่รู้จักแม่มันแล้ว ต่างคนต่างไป แต่มนุษย์เรามีอารยธรรม เราก็รู้จัก ถ้าเราละทิ้งพ่อแม่เราก็ไม่ได้ต่างกับสัตว์เดรัจฉานเท่าไร การทำความดีเป็นบุญ สร้างคุณงามความดี การทำทาน การรักษาศีล การภาวนา ล้วนแต่เป็นบุญทั้งสิ้น ถ้าพ่อแม่เรายังอยู่ ถ้าแม่ยังอยู่เวลาเราไปทำอะไรที่ดี แล้วเราไปบอกให้แม่เราดีใจ อย่างเราขยันทำงานช่วยเหลือคนโน้นคนนี้ ถ้าเราไปบอกแม่ แล้วแม่เราดีใจ แม่เราได้บุญด้วย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 สิงหาคม 2569

  • September 6 · 28 min

    ธรรมะของฆราวาส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 ก.ค. 2569

    "ลองทำจนให้เคยชิน เบื้องต้นรักษาศีล 5 ไว้ ช่วยให้เราสงบง่าย แล้วก็สังเกตตัวเอง เราอยู่กับกรรมฐานชนิดไหนแล้วสบายใจ อย่างบางคนเดิน ได้เดินจงกรมแล้วสบายใจ ก็เดิน บางคนรู้สึกร่างกายเคลื่อนไหวทำงาน บางคนตัดหญ้า ตัดหญ้าเห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว รู้สึกไปเรื่อย มีความสุข บางคนกวาดบ้านถูบ้าน กวาดไปถูไป ถ้าขี้เกียจก็ไม่มีความสุข แต่ทำไปแล้วบ้านสะอาดน่าอยู่ น่าดูเลย ดูแล้วมีความสุข ทีหลังก็อยากทำอีก กระทั่งกวาดบ้านถูบ้านก็เอามาทำกรรมฐาน ทำได้ เรากวาดบ้านแล้วมีความสุข รดต้นไม้แล้วมีความสุข เรารดต้นไม้ บางคนอาบน้ำให้หมาแล้วมีความสุข พลิกจิตนิดเดียว อย่ามัวแต่เพลินในความสุขอันนั้น ให้รู้ทันว่ากำลังมีความสุข ปฏิบัติไปอยู่ในชีวิตธรรมดานี้ล่ะ ถึงเวลาควรทำสมถะ เราก็อยู่ในอารมณ์ที่มีความสุข ใจเราสงบ สุข สบาย เราอ่านความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจิตใจไป อย่างบางคนตัดหญ้า มีความสุข ตัดไปแล้วเห็นร่างกายทำงาน ร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่ใช่เราแล้ว จิตเดินปัญญาแล้ว แรกๆ ก็อาจจะงงๆ ลองทำดู สักไม่นาน เราจะหลอมรวมการปฏิบัติเข้ากับชีวิตจริงของเราได้ แล้วคราวนี้เราจะไม่พูดคำว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 30 กรกฎาคม 2569

  • September 5 · 27 min

    การดูจิตเป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ก.ค. 2569

    "การที่ครูบาอาจารย์บอกว่า การดูจิตเป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด ท่านพูดตรงประเด็นเลย แทนที่เราจะไปตีอ้อมไกลๆ เราบุกเข้าเมืองหลวงเลย ใช้กำลังของสติปัญญาของเรา บุกทะลวงเมืองหลวงของกิเลส คือจิตนั่นละ ถ้าเราเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี นี่คือพระโสดาบัน แล้วการภาวนาต่อไป จะเริ่มมีสติปัญญาละเอียดขึ้น จะเห็นว่าร่างกายที่เราเห็นว่าไม่ใช่เรา แท้จริงร่างกายคือตัวทุกข์ ร่างกายนี้มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ไม่ใช่ทุกข์กับสุข สุขก็คือช่วงที่ทุกข์น้อยลง แล้วเรารู้สึกเปรียบเทียบ เราเลยรู้สึกว่าสุข ในความเป็นจริงกายคือทุกข์ ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ถ้าเห็นตรงนี้ จิตจะสลัดคืนกาย คืนกายก็คือคืนตา หู จมูก ลิ้น กายให้โลกไป ไม่เอาแล้ว ปล่อยทิ้งไป จิตเราก็พ้นจากกาม หมดความยึดในกาย นี่คือพระอนาคามี แล้วการปฏิบัติจะลงมาเหลือที่จิต เราดูจิตไปเรื่อยๆ เราจะเห็นจิตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ ต่อมาภาวนามากๆ เราจะรู้เลย จิตต้องกระทบอารมณ์ตลอดเวลา จิตมีภาระตลอดเวลา จิตต้องออกไปรู้อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย จิตต้องไปคิด จิตมีภาระตลอดเวลา จิตทุกข์อยู่ตลอดเวลา นี่รู้แจ้งเห็นจริง จิตมีแต่ทุกข์ ทุกข์มากกับทุกข์น้อย ไม่ใช่ทุกข์กับสุขแล้ว ถ้าเห็นอย่างนี้ จิตจะสลัดคืนจิตให้โลก หมดความยึดจิต นั่นคือที่สุดของทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 กรกฎาคม 2569

  • August 26 · 1 hr 7 min

    สิ่งที่ผิดในการดูจิต :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 9 ส.ค. 2569

    "พวกหนึ่งแสวงหาจิต พวกหนึ่งไปเพ่งจิต พวกหนึ่งไปดัดแปลงจิต จิตไม่ดีทำให้ดี จิตไม่สุขทำให้สุข จิตไม่สงบทำให้สงบ บางคนปรุงแต่งเก่ง เข้าไปปรุงแต่ง จิตมีหน้าที่คิด นึก ปรุง แต่ง ก็ไปปรุงแต่งจิตให้ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไปทำจิตว่างๆ ไปทำจิตให้ว่างไม่ใช่การดูจิต ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่ดูจิตเลย เริ่มแต่แสวงหาจิต มันก็คือการแสวงหา ไม่ใช่เอาจิตไปแสวงหาจิต หลวงปู่ดูลย์บอกว่า "ใช้จิตไปแสวงหาจิต อีกกัปหนึ่งก็ไม่เจอ" เอาจิตไปแสวงหาจิต เราไปดูผิดที่แล้ว เราไม่ได้ดูจิตหรอก เราเที่ยวสแกนไปเรื่อยๆ คิดว่าจิตอยู่ที่ไหนหนอ เที่ยวไปดู พอไปเจออะไรบางอย่าง นึกว่าจิต ก็ไปเพ่งเอาไว้ๆ บางคนก็ไปประคองรักษาจิตให้นิ่งๆให้ว่างๆ ไม่อยากให้มันทำงาน เห็นจิตมันทำงานตลอดเวลา ก็อยากให้มันหยุด ให้มันอยู่เฉยๆ พวกนี้ก็เข้าไปแทรกแซงจิต ไปประคองจิตให้นิ่งให้ว่าง ที่ว่าดูจิตๆ น้อยคนหรอกที่จะดูจิตได้ ถ้าเราภาวนา เราแสวงหาจิต เราเพ่งจิต เราดัดแปลงจิต เราประคองจิต เราจะไม่เห็นความจริงของจิต ดูไม่ได้จริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 9 สิงหาคม 2569

  • August 25 · 1 hr

    พัฒนาสัมมาสมาธิด้วยสัมมาสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 ส.ค. 2569

    "ถ้าเราอยากพัฒนาในเส้นทางธรรม เราต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งที่เราถนัด แล้วคอยมีสติรู้เท่าทันจิตใจตัวเอง จิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำลงไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน รู้ไปเรื่อยๆ จนจิตมันจำสภาวะที่ไหลไปคิด ไหลไปที่อื่น หรือไหลลงไปเพ่งอารมณ์ มันจำสภาวะที่จิตหลงไปข้างนอก หลงไปเพ่งกรรมฐาน มันหลงอะไรก็รู้ มันอาการอันเดียวกัน คือมันเคลื่อนไป จิตมันเคลื่อนจากฐาน ไหลออกไปอยู่ที่ตัวอารมณ์ พอเราฝึกบ่อยๆ พอมันเคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ เคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ พอฝึกสติเราอัตโนมัติขึ้นมา จิตมันก็ตั้งมั่นถี่ขึ้นๆ ทุกคราวที่เรามีสติที่ถูกต้อง เรารู้ทันจิตที่หลงไปคิด จิตที่หลงไปเพ่ง ทุกครั้งที่เรามีสติรู้ อย่างถูกต้อง ไม่ได้จงใจรู้ มีสติรู้ไปตามธรรมดานี้ล่ะ สัมมาสมาธิจะเกิดร่วมกับสัมมาสติเสมอ แท้จริงแล้ว สมาธิเกิดร่วมกับจิตทุกดวง จิตอกุศลก็มีสมาธิ แต่ถ้าเราจะพัฒนาสัมมาสมาธิ เราต้องพัฒนาสัมมาสติ สัมมาสติเมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 สิงหาคม 2569

  • August 24 · 1 hr 1 min

    เรียนรู้ทุกข์ผ่านขันธ์ 5 :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 ส.ค. 2569

    "สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ของเราที่เรามีอยู่ ให้รู้สึกที่ร่างกาย ให้รู้สึกที่ความรู้สึกสุขทุกข์ รู้สึกที่ความจำ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรสอะไรได้ จำเรื่องราวได้อย่างนี้นี่คือสัญญา หรือรู้ที่ความปรุงดีปรุงชั่ว โลภ โกรธ หลง หรือจิตมีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีปัญญา อันนี้เป็นฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศลโลภ โกรธ หลง ฝ่ายกลางๆ อย่างสมาธิอย่างนี้ สมาธิเกิดร่วมกับจิตได้ทุกชนิดเลย ฉะนั้นเวลาเรามีสมาธิไม่แน่ว่าจิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล แต่ถ้าเรามีสติจิตเป็นกุศลแน่นอน สภาวธรรมพวกนี้ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ ดูจากของจริงไปเรื่อยๆ หลวงพ่อก็ภาวนามานี้ ดูจากของจริงไป จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีก็รู้ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง รู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ แล้วเห็นอะไร เห็นว่าจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับทั้งสิ้น จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตกุศลอกุศลเกิดแล้วดับ นี่ขึ้นวิปัสสนาคือเห็นไตรลักษณ์ ถ้าเราเห็นตัวสภาวะเรียกว่าเรามีสติรู้สภาวะ แต่ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์เรียกว่าเรามีปัญญา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 สิงหาคม 2569

Showing 1–20 of 37 episodes