Skip to content
Artwork for หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม
Religion & SpiritualityBuddhismEducation

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม

dhamma.com

ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.

Play
  • 20 episodes
  • Avg 53 min
  • Thai
  • Wednesday · 1 hr 7 min

    สิ่งที่ผิดในการดูจิต :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 9 ส.ค. 2569

    "พวกหนึ่งแสวงหาจิต พวกหนึ่งไปเพ่งจิต พวกหนึ่งไปดัดแปลงจิต จิตไม่ดีทำให้ดี จิตไม่สุขทำให้สุข จิตไม่สงบทำให้สงบ บางคนปรุงแต่งเก่ง เข้าไปปรุงแต่ง จิตมีหน้าที่คิด นึก ปรุง แต่ง ก็ไปปรุงแต่งจิตให้ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไปทำจิตว่างๆ ไปทำจิตให้ว่างไม่ใช่การดูจิต ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่ดูจิตเลย เริ่มแต่แสวงหาจิต มันก็คือการแสวงหา ไม่ใช่เอาจิตไปแสวงหาจิต หลวงปู่ดูลย์บอกว่า "ใช้จิตไปแสวงหาจิต อีกกัปหนึ่งก็ไม่เจอ" เอาจิตไปแสวงหาจิต เราไปดูผิดที่แล้ว เราไม่ได้ดูจิตหรอก เราเที่ยวสแกนไปเรื่อยๆ คิดว่าจิตอยู่ที่ไหนหนอ เที่ยวไปดู พอไปเจออะไรบางอย่าง นึกว่าจิต ก็ไปเพ่งเอาไว้ๆ บางคนก็ไปประคองรักษาจิตให้นิ่งๆให้ว่างๆ ไม่อยากให้มันทำงาน เห็นจิตมันทำงานตลอดเวลา ก็อยากให้มันหยุด ให้มันอยู่เฉยๆ พวกนี้ก็เข้าไปแทรกแซงจิต ไปประคองจิตให้นิ่งให้ว่าง ที่ว่าดูจิตๆ น้อยคนหรอกที่จะดูจิตได้ ถ้าเราภาวนา เราแสวงหาจิต เราเพ่งจิต เราดัดแปลงจิต เราประคองจิต เราจะไม่เห็นความจริงของจิต ดูไม่ได้จริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 9 สิงหาคม 2569

  • Tuesday · 1 hr

    พัฒนาสัมมาสมาธิด้วยสัมมาสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 ส.ค. 2569

    "ถ้าเราอยากพัฒนาในเส้นทางธรรม เราต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งที่เราถนัด แล้วคอยมีสติรู้เท่าทันจิตใจตัวเอง จิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำลงไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน รู้ไปเรื่อยๆ จนจิตมันจำสภาวะที่ไหลไปคิด ไหลไปที่อื่น หรือไหลลงไปเพ่งอารมณ์ มันจำสภาวะที่จิตหลงไปข้างนอก หลงไปเพ่งกรรมฐาน มันหลงอะไรก็รู้ มันอาการอันเดียวกัน คือมันเคลื่อนไป จิตมันเคลื่อนจากฐาน ไหลออกไปอยู่ที่ตัวอารมณ์ พอเราฝึกบ่อยๆ พอมันเคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ เคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ พอฝึกสติเราอัตโนมัติขึ้นมา จิตมันก็ตั้งมั่นถี่ขึ้นๆ ทุกคราวที่เรามีสติที่ถูกต้อง เรารู้ทันจิตที่หลงไปคิด จิตที่หลงไปเพ่ง ทุกครั้งที่เรามีสติรู้ อย่างถูกต้อง ไม่ได้จงใจรู้ มีสติรู้ไปตามธรรมดานี้ล่ะ สัมมาสมาธิจะเกิดร่วมกับสัมมาสติเสมอ แท้จริงแล้ว สมาธิเกิดร่วมกับจิตทุกดวง จิตอกุศลก็มีสมาธิ แต่ถ้าเราจะพัฒนาสัมมาสมาธิ เราต้องพัฒนาสัมมาสติ สัมมาสติเมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 สิงหาคม 2569

  • Monday · 1 hr 1 min

    เรียนรู้ทุกข์ผ่านขันธ์ 5 :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 ส.ค. 2569

    "สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ของเราที่เรามีอยู่ ให้รู้สึกที่ร่างกาย ให้รู้สึกที่ความรู้สึกสุขทุกข์ รู้สึกที่ความจำ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรสอะไรได้ จำเรื่องราวได้อย่างนี้นี่คือสัญญา หรือรู้ที่ความปรุงดีปรุงชั่ว โลภ โกรธ หลง หรือจิตมีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีปัญญา อันนี้เป็นฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศลโลภ โกรธ หลง ฝ่ายกลางๆ อย่างสมาธิอย่างนี้ สมาธิเกิดร่วมกับจิตได้ทุกชนิดเลย ฉะนั้นเวลาเรามีสมาธิไม่แน่ว่าจิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล แต่ถ้าเรามีสติจิตเป็นกุศลแน่นอน สภาวธรรมพวกนี้ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ ดูจากของจริงไปเรื่อยๆ หลวงพ่อก็ภาวนามานี้ ดูจากของจริงไป จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีก็รู้ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง รู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ แล้วเห็นอะไร เห็นว่าจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับทั้งสิ้น จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตกุศลอกุศลเกิดแล้วดับ นี่ขึ้นวิปัสสนาคือเห็นไตรลักษณ์ ถ้าเราเห็นตัวสภาวะเรียกว่าเรามีสติรู้สภาวะ แต่ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์เรียกว่าเรามีปัญญา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 สิงหาคม 2569

  • August 23 · 51 min

    แบบฝึกหัดซ้อมดูจิตเคลื่อน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 ส.ค. 2569

    "ถ้ายังเห็นไม่ได้ว่าจิตไหลไป ทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่เป็น ดูไม่ออกก็ฝึกซ้อม มีแบบฝึกหัดสำหรับฝึกซ้อม ก็คือจงใจกำหนดจิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กำหนดจิตไปที่ผมเรา กำหนดจิตไว้ที่ผม ดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่นี้ พอความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่ผมแล้ว เราก็ย้ายที่ ลงมาอยู่ที่จมูกก็ได้ จนความรู้สึกไปอยู่ที่จมูก แล้วก็เปลี่ยน ต่อไปความรู้สึกจะไปเด่นที่ไหน เราจะเห็น จะเห็นเอง ฝึกอยู่ในร่างกาย เคลื่อนอยู่ในกายนี้ให้ชำนาญ แล้วต่อไปจิตไปเคลื่อนไปทางตา เราก็จะเห็น ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็จะเห็น ตัวยากที่สุด จิตไหลไปคิด มันละเอียดที่สุด" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 สิงหาคม 2569

  • August 16 · 42 min

    ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงบ่าย)

    "พระอุปัฏฐากครูบาอาจารย์เคยถามหลวงพ่อว่า ทำไมหลวงพ่อปฏิบัติปีหนึ่งก้าวหน้ามากกว่าพระทำ 10 ปี 20 ปี หลวงพ่อก็บอกหลวงพ่อทำทั้งวัน ใจเราคิดถึงพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าวันละกี่ครั้ง มีเวลาปุ๊บไม่ต้องทำงานที่คิด หลวงพ่อก็ปฏิบัติทันทีเลย ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ จิตมีปีติมีความสุข พอเรามาเดินปัญญามันก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจิตเราตั้งมั่นมีความสุขหล่อเลี้ยงอยู่ สงบ การเจริญปัญญาใช้พลังจิตเยอะ ถ้าจิตเราไม่มีพลังพอมันเดินปัญญาไม่ได้จริง มันแอบไปคิดเอา หรือมันแอบไปเพ่งเอา ไม่เข้าทางสายกลาง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงบ่าย)

  • August 13 · 59 min

    เดินอยู่ในทางสายกลาง :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงเช้า)

    "การที่เรามีสัมมาสติ มีสติระลึกรู้กายรู้ใจของตัวเองบ่อยๆ จิตเราจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้ว เรียกว่าเราได้สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิไม่ได้แปลว่าสงบ สัมมาสมาธิคือสภาวะที่จิตตั้งมั่น คือจิตที่มันอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หลงไป ไม่ไหลไปที่อื่น อยู่กับตัวโดยที่ไม่ได้บังคับ ต้องมีวงเล็บ อยู่กับตัวเองโดยไม่ได้บังคับเอาไว้ เพราะถ้าบังคับไว้เมื่อไร จะตกสุดโต่งไปข้างอัตตกิลมถานุโยค ข้างบังคับตัวเอง สมาธิก็ต้องไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง นั่งแล้วเพลินมีแต่ความสุข ติดในกาม เพราะฉะนั้นต้องทางสายกลาง ที่หลวงพ่อสอนเวลานั่งสมาธิ บอกอย่าไปเผลอ เผลอก็คือย่อหย่อนไป อย่าไปเพ่งบังคับกายบังคับใจ อันนี้ตึงไป ก็สอนอยู่ในเรื่องของทางสายกลางนั่นเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงเช้า)

  • August 12 · 1 hr 6 min

    หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 26 ก.ค. 2569

    "หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ ถ้าเรามีสติ ศีล สมาธิ ปัญญามันก็จะสมบูรณ์ขึ้น ขาดสติตัวเดียวก็คือหมดหวังแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาไม่มี เราจะต้องเรียนเรื่องการเจริญสติให้มาก แล้วไม่ใช่สติธรรมดา แต่เป็นสติปัฏฐาน สติธรรมดามันเกิดกับจิตที่เป็นกุศลทุกๆ ดวง จิตที่เป็นกุศลทุกดวงจะมีสติ แต่สติปัฏฐานเป็นสติที่ระลึกรูป นาม กาย ใจ ลำพังมีสติเฉยๆ ยังห่างไกลมรรคผลนิพพาน ไม่นิพพานหรอก ต้องเป็นสติปัฏฐานคือสติที่เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนแล้วเราจะได้เห็นความจริง กายนี้ใจนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย เป็นของที่บังคับไม่ได้ เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราอยาก พอเห็น ใจมันก็จะรู้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไร ดูแลรักษาให้ดีแค่ไหนถึงวันหนึ่งก็ต้องแตกสลาย ใจจะค่อยเห็นทุกข์เห็นโทษของร่างกายของจิตใจ พอเราเห็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตหมดความยึดมั่นถือมั่น จิตก็จะพ้นทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 กรกฎาคม 2569

  • August 12 · 25 min

    หลักสูตรของฆราวาส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 ก.ค. 2569

    "ศาสนาพุทธมีของดีของวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามาวัดแล้วก็สบายใจ พอใจแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้เราฝึกพัฒนาตัวเอง อยู่กับโลกเป็นฆราวาสก็มีธรรมะสำหรับฆราวาส มีพระก็มีธรรมะสำหรับพระ แต่ธรรมะไม่ว่าจะของฆราวาสหรือของพระ มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือ พัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น ถ้าสูงเต็มที่แล้วก็จะพ้นทุกข์ไป หลักสูตรที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ฆราวาส คือเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา หลักสูตรสำหรับพระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา ตัวสมาธิปัญญาก็อยู่ในเรื่องของภาวนา ฉะนั้นของฆราวาสจะมีเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 17 กรกฎาคม 2569

  • August 10 · 1 hr

    นักปฏิบัติหลงเข้าไปปรุงแต่งจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ก.ค. 2569

    "คนในโลกจิตมันปรุงแต่งอะไรไป แล้วก็ตัวเองก็หลงตามความปรุงแต่งไป มันปรุงราคะก็หลงตามราคะไป ปรุงโทสะก็หลงตามโทสะไป คนในโลกมันหลงตามความปรุงแต่งของจิต เพราะไม่มีสติรู้ทัน ส่วนนักปฏิบัติกลับข้างกัน เป็นผู้พยายามเข้าไปปรุงแต่งจิตเสียเอง จิตไม่สุขก็พยายามแต่งให้สุข จิตไม่สงบแต่งให้สงบ จิตไม่ดีทำให้ดี มีคำว่าทำเกิดขึ้น อะไรอยู่เบื้องหลังคำว่าทำ เบื้องหลังคำว่าทำก็คือโลภะ ความโลภหรือตัณหา อยากสุข อยากสงบ อยากดี อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ มีความอยากเกิดขึ้น เราก็เข้าไปปรุงแต่งจิต เราอย่าไปปรุงแต่งจิต จิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ทำกรรมฐานไป จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด ไม่ห้าม ไหลได้ จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด จิตไหลไปเพ่ง ไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ไหลเข้าไปแนบกับอารมณ์กรรมฐาน ก็ให้รู้ว่าจิตไหลเข้าไปเกาะอารมณ์กรรมฐานแล้ว ฝึกตัวนี้ให้เยอะๆ ฝึกรู้ทัน จิตหนีไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตไหลไปเพ่งจ้อง ไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน แล้วคราวนี้เราจะไม่ปรุงแต่งจิต เมื่อเราไม่เข้าไปปรุงแต่งจิต จิตก็อยู่ในสภาพดั้งเดิมคือประภัสสร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 กรกฎาคม 2569

  • August 9 · 1 hr 1 min

    กฎของการดูจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 ก.ค. 2569

    "การดูจิตมีกฎ 3 ข้อ ข้อที่หนึ่ง ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ ทีนี้พอหลวงพ่อบอกให้พวกเราดูจิต พวกเราก็รีบส่งจิตไปดู ส่งจิตเข้าไปดู ตอนนี้จิตเป็นอย่างไร อันนี้ไม่ใช่การดูจิตแล้ว นี่เป็นการที่จิตมันไหลออกไปแสวงหาว่า ตอนนี้มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น อันนั้นหลงอยู่ การดูจิตไม่เหมือนดูกาย ดูจิตเป็นการดูตามหลัง ความรู้สึกเกิดแล้วก็รู้ ค่อยรู้ว่ามีความรู้สึกอันนั้น ถ้าดูกายก็ดูปัจจุบัน อย่างท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลายเมื่อยืนอยู่ให้รู้ชัดว่ายืนอยู่ รู้ตรงนี้เลย รู้ชัดๆ เลย ไม่ต้องไปรู้ที่อื่นเลย รู้ในขณะปัจจุบันได้ ข้อที่สองระหว่างรู้ อย่าถลำลงไปจ้อง อย่าถลำลงไปรู้ ให้รู้แบบคนวงนอก เหมือนเราอยู่บนตึกสูง แล้วเห็นไปที่ถนน เห็นรถวิ่งอยู่บนถนนเยอะแยะ วิ่งไปวิ่งมา เราไม่โดดลงไปอยู่กลางถนน กฎการดูจิตข้อที่สามกับการดูกาย ข้อที่สามอันนี้ก็เหมือนกัน คือดูด้วยความเป็นกลาง ถ้าเราดูแล้วเกิดยินดีให้รู้ทัน เกิดยินร้ายให้รู้ทัน พอเรายินดียินร้ายเรารู้ทัน ความยินดียินร้ายจะดับ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนรู้คนดู ไม่มีความยินดียินร้าย เป็นกลางกับทุกๆ สิ่ง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 19 กรกฎาคม 2569

  • July 27 · 58 min

    กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ก.ค. 2569

    "ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล ต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน เพียงแต่จะรับเมื่อไรเท่านั้นเอง กรรมมันสามารถให้ผลได้หลายแบบ กรรมบางอย่างที่รุนแรง เป็นอนันตริยกรรม เป็นครุกรรมทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะให้ผลทันทีให้ผลรวดเร็ว อีกอันหนึ่งก็กรรมที่ให้ผลในลำดับต่อไปในชาติต่อๆ ไป บางกรรมก็ให้ผลหลังจาก 3 ชาติ 7 ชาติไปแล้วอะไรอย่างนี้ บางกรรมอีกนานกว่าจะให้ผล กรรมบางอย่างยุติไปไม่ให้ผลเรียกอโหสิกรรม อโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลสำเร็จไปแล้ว ไม่ให้ผลอีกแล้ว ไม่ใช่กรรมที่ไม่มีผล ถ้าเราเข้าใจกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ว่าเราจะไปเกิดที่ไหน เราก็พยายามสร้างกรรมที่จะเกิดในสุคติเอาไว้ ถ้าเราสะสมแต่กิเลส เราก็จะไปเกิดในทุคติ ถ้าภาวนาไปแล้วก็จะเข้าใจหรอกว่าทุคติมันมีจริงๆ พวกที่น่ากลัวคือพวกอสุรกาย พวกนี้เซลฟ์จัด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี กูเก่ง กูแน่ ใครก็โปรดไม่ไหว พวกเปรตไปด้วยโลภะ อย่างห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงหมาห่วงแมวอะไรอย่างนี้ก็ไปเป็นเปรตได้ ห่วงสมบัติ พวกเราตั้งใจฝึกตัวเองที่จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกให้ได้มรรคผลนิพพานไปเลยก็ดี ไม่ได้ถึงพระอรหันต์ยังต้องเกิดอีก ก็ให้ได้ธรรมะได้โสดาบันก็ปลอดภัย ไม่ไปทุคติ แต่พระโสดาบันหรือพระอนาคามี พระสกิทาคามี กระทั่งพระอรหันต์ วิบากมันก็ตามได้ มันตามมาที่ร่างกาย อย่างพระพุทธเจ้าเราสมัยยังไม่ได้ตรัสรู้ ท่านก็เคยทำผิด ท่านก็เคยทำบาปเหมือนอย่างที่พวกเราทำผิดทำบาปกัน ท่านก็เคยทำแล้วท่านก็ตกนรก จนพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้ว ผลกรรมที่ทำไว้ยังตามมาทำร้ายร่างกายท่านได้ แต่ทำร้ายจิตใจไม่ได้แล้ว จิตใจท่านพ้นโลกไปแล้ว กรรมมันเล่นงานได้เฉพาะสัตว์ที่อยู่ในโลกเท่านั้น ทีนี้ร่างกายยังมีอยู่ ก็ยังรับผลของกรรมได้ พวกเราก็ต้องใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอน กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 กรกฎาคม 2569

  • July 26 · 53 min

    ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ก.ค. 2569

    "ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริง ของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์วางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านเลยพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อย่างพวกเรายังวางภาระไม่ได้ เรายังยึดยังถือ ไม่สามารถปล่อยวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เพราะเรายังมีอวิชชา เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยสอน ให้เราเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรานี้ ถ้ารู้ความจริงได้ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น ปล่อยวาง จิตก็เข้าถึงสันติสุข เข้าถึงพระนิพพาน มีความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่มีภาระ ไม่มีความปนเปื้อน มีความสงบสุข" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 กรกฎาคม 2569

  • July 17 · 56 min

    คุณค่าของสติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 ก.ค. 2569

    "ถ้าเรามีสติรักษาจิตอยู่ศีลก็เกิด มีสติอยู่จิตไหลไปหลงไปรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ แล้วพอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจิตใจ มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงในร่างกายในจิตใจ อันนั้นเป็นการเดินปัญญา ฉะนั้นมีสติตัวเดียวเราจะได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญา เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ก็จะเกิดวิมุตติ เกิดอริยมรรค เกิดอริยผลขึ้น ถ้าทำให้มากเจริญให้มากสติสำคัญที่สุดเลย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 กรกฎาคม 2569

  • July 17 · 48 min

    ทำกรรมใดไว้ต้องได้รับผลของกรรมนั้น :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 ก.ค. 2569

    "บุญเป็นชื่อของความสุข พอเราทำบุญ เราทำความดีแล้ว ความสุขเกิดขึ้น นี่คือกฎแห่งกรรม ทำไม่ดีก็มีผลทางไม่ดีเกิดขึ้น จิตเราเสีย ถ้าเราภาวนาทุกวันๆ เราก็จะเชื่อกฎแห่งกรรมเหมือนกัน ไม่ต้องระลึกชาติได้อะไรหรอก ไม่ต้องมีฤทธิ์มีเดชอะไรหรอก อย่างวันไหนอารมณ์ร้าย ไปด่าเขาอะไรอย่างนี้ ใจเศร้าหมอง ถ้ามานั่งสมาธิ โอ๊ย กว่าจะสงบ ไม่ใช่ง่ายเลย ไม่ค่อยสงบแล้ว นี้ก็กฎแห่งกรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำกรรมอันใดไว้ดีหรือชั่ว เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป นี้เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้ากำหนด มันคือกฎธรรมชาติ ฉะนั้นกี่พระพุทธเจ้ามาสอนก็จะสอนอย่างเดียวกัน เพราะมันเป็นสัจธรรม เป็นกฎของธรรมชาติอย่างนี้ พวกเราหัดภาวนาไป แล้วเราจะเห็นผล เมื่อเห็นผลเราจะเชื่อมั่น โอ้ คำสอนของท่านมีจริง ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่วจริงๆ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 กรกฎาคม 2569

  • July 13 · 1 hr

    ปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาความจริงของชีวิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 มิ.ย. 2569

    "เราปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาความจริงของชีวิตเรา ถ้าเราเข้าใจความจริงของชีวิตแล้ว จิตมันปล่อยวาง จิตมันไม่ยึดถือกายยึดถือใจได้ กายนี้ใจนี้คือตัวทุกข์ เมื่อจิตมันไม่ไปหยิบฉวยตัวทุกข์ขึ้นมา จิตมันก็ไม่ทุกข์ จิตที่เหลืออยู่พ้นจากความทุกข์ไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 มิถุนายน 2569

  • July 13 · 1 hr 1 min

    ปัญญาเกิดจากการเห็นด้วยตัวเอง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 27 มิ.ย. 2569

    "การเจริญปัญญาไม่ใช่การนั่งคิดเอา ไม่ใช่การนั่งฟังเทศน์เฉยๆ อันนั้นเป็นปัญญาขั้นต้น เรียนไปฟังเทศน์ฟังธรรมอะไร เพื่อให้รู้วิธีปฏิบัติ ปัญญาที่เราไปฟังมานั้น ปัญญาของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ของเรา ปัญญาของเราเกิดจากการที่เราเห็นด้วยตัวของเราเอง เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของใจ จิตต้องตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิ ปัญญาถึงจะเกิดได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 มิถุนายน 2569

  • July 9 · 54 min

    ไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะเห็นความจริง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 มิ.ย. 2569

    "อยู่กับเครื่องอยู่ให้มาก แต่อย่าไปเพ่ง ถ้าไปเพ่งแล้วไม่ใช่เครื่องอยู่แต่เป็นคุก มีเครื่องอยู่เราก็อยู่กับเครื่องอยู่ไป แล้วสติเราก็จะดีขึ้น สัมมาสมาธิจะดีขึ้น เมื่อสัมมาสมาธิเราดีมากแล้ว การเจริญปัญญาจะไม่ยากเลย จะใช้เวลานิดเดียวเลย ใช้เวลาไม่นานก็จะเข้าใจธรรมะ ธรรมะเบื้องต้นก็รู้ตัวเราไม่มี ธรรมะเบื้องปลายก็จะรู้ว่าสิ่งที่มีคือตัวทุกข์ พอรู้อย่างนี้จิตจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อจะเข้าไปสู่หลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าบอก ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะยึดแล้วทุกข์ แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะว่าเห็นความจริง ว่ามันไม่ใช่ของที่น่ายึดมั่นถือมั่น มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 21 มิถุนายน 2569

  • July 8 · 53 min

    รู้สึกตัวแล้วจะพัฒนาต่อได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 มิ.ย. 2569

    "หัดดูสภาวะไป ดูจิตไม่ได้ ดูร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกไป ร่างกายหายใจ รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกตัว รู้สึกตัวแล้วจะพัฒนาต่อได้ ถ้าลืมตัวเองไม่มีทางพัฒนาเลย ถ้ารู้สึกจิตได้ รู้สึกจิต มันรู้ได้หลายระดับ รู้ง่ายที่สุดเลย จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตเฉยๆ ก็รู้ อันนี้มีแค่ 3 ตัว ถ้ารู้ได้ละเอียดขึ้น ก็เห็นจิตเป็นกุศลก็รู้ เป็นอกุศลก็รู้ จากกายานุปัสสนา เราเคลื่อนไหว รู้สึก เคลื่อนไหวรู้สึกไป เราก็จะเห็นมีเวทนาเกิดขึ้นในกายในใจ เวทนาเกิดขึ้นในกายในใจ เวทนาเกิดขึ้นในกาย ก็จบอยู่แค่นั้น แต่เวทนาในใจเกิดแล้วก็ดับลงไปเหมือนกัน เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ แต่เวลาเวทนาเกิดขึ้น ไม่ว่าเวทนาทางกายหรือทางใจ จิตจะทำงานต่อ มันก็จะปรุงกุศลอกุศลขึ้นมา จากกายานุปัสสนา ขึ้นมาเวทนานุปัสสนา ขึ้นมาจิตตานุปัสสนา เราจะเห็น จิตเดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศล ดูไปเรื่อยๆ ต่อไปเราก็เข้าถึงธัมมานุปัสสนา เรารู้เหตุรู้ผล เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ไม่มี ค่อยๆ ภาวนาจนเรารู้แจ้งเห็นจริง ไม่มีอะไรที่ลึกซึ้งเท่าธรรมะของพระพุทธเจ้า มันละเอียดลึกซึ้ง เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องละเอียดมาก แปลกไหม เรามีจิตใจ แต่เราไม่เคยรู้จักจิตใจตัวเองเลย เราถึงต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่เลิก" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 20 มิถุนายน 2569

  • July 8 · 16 min

    มีความเพียรอยู่กับกรรมฐาน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 มิ.ย. 2569

    "การที่เราจะอยู่กับกรรมฐานเรา มันก็จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้ความเปลี่ยนแปลงของรูปธรรมนามธรรม สัมปชาโน สัมปชัญญะ รู้สึกที่ตัวเอง สติรู้สภาวะทั้งหลาย แต่เริ่มต้นก็ต้องมีอาตาปี มีความเพียรที่จะแผดเผากิเลส จะแผดเผากิเลสก็มีวิหารธรรม มีเครื่องอยู่ที่เหมาะกับตัวเอง แล้วก็อยู่กับเครื่องอยู่อันนั้น ไม่หลงลืม ตรงที่เราไม่หลงลืมสิ่งที่ควรจะทำ เรียกอสัมโมหะ สัมปชัญญะ ตัวนี้ตัวใหญ่เลย อสัมโมหะ แปลว่าสัมปชัญญะที่ไม่ประกอบด้วยโมหะ ไม่มีโมหะ ไม่หลง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 19 มิถุนายน 2569

  • July 1 · 53 min

    มีปัญญาเห็นจิตเป็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 14 มิ.ย. 2569

    "ขั้นแรกเลย อย่าส่งจิตออกนอก ทำกรรมฐานอันหนึ่งถ้าจิตเราไหลออกไปให้รู้ทัน อย่าห้ามจิต จิตไหลแล้วรู้ๆ เราจะได้จิตที่ตั้งมั่น ต่อไปเราก็ดูจิตใจของตัวเอง จิตสุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ เราไม่เลือกว่าต้องสุขตลอด ไม่เลือกว่าต้องดี อะไรก็ได้ ถ้าผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของจิต แค่รู้แค่เห็นไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ฝึกเรื่อยๆ แล้วต่อไปจิตก็จะบรรลุมรรคผลได้ หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 14 มิถุนายน 2569

Showing 1–20 of 20 episodes